วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)


          ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์ คิดค้น หรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ อาจแสดงออกในรูปแบบของสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สินค้าต่างๆ หรือในรูปของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น บริการ แนวคิดในการดำเนินธุรกิจ กรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น

               ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา   แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  ได้แก่                
1.ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property)
                 หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี ้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ ชื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า  ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมจึงสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
      -  สิทธิบัตร (Patent) 
      -  แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout - Design of Integrated Circuit) 
      -  เครื่องหมายการค้า (Trademark) 
      -  ความลับทางการค้า (Trade Secret) 
      -  ชื่อทางการค้า (Trade Name) 
      -  สิ่งบ่งชี ้ทางภูมิศาสตร์(Geographical Indications)
2. ลิขสิทธิ์(Copyright) 
                 หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้สร้างสรรค์ที่จะกระท าการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น ตามประเภทลิขสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศลิปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี
                 

                 เครื่องหมายการค้า (Trademark) หมายถึง เครื่องหมาย สัญลักษณ์หรือตรา ที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
                1.เครื่องหมายการค้า (Trademark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้ เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น 



 
      2.เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น การบินไทย ธนาคารกรุงไทย โรงแรมดุสิตธานี เป็นต้น



        3.เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้หรือจะใช้กับสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล เป็นต้น 



          4.เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้หรือจะใช้ โดยบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่ม บุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น


ความลับทางการค้า (Trade Secret) หมายถึง ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป โดยเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากข้อมูลนั้นเป็นความลับ และมีการดำเนินการตามสมควรเพื่อทำให้ข้อมูลนั้นปกปิดเป็นความลับ

                 สิทธิบัตร เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่า สิทธิบัตรเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานสร้างสรรค์จากการประดิษฐ์คิดค้นทั้งสิ้น เช่น การประดิษฐ์เกี่ยวกับผงซักฟอก โทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ดังนั ้น สิทธิบัตรจึงมีส่วนช่วยในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีความสะดวกสบายและมีความปลอดภัยมากขึ้น

การวิเคราะห์และสรุป รู้ทันลิขสิทธ์
    
การวิเคราะห์และสรุป 
                ลิขสิทธิ์คือ สิทธ์แต่เพียงผู้เดียวในการกระทำใดกับผลงานที่ตนได้สร้างสรรคขึ้น มีแต่เจ้าของผู้เดียวที่จะขาย ดัดแปลง ให้เช่า ทำซ้ำ และเผยแพร่  ลิขสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา
                 การละเมิดลิขสิทธ์ คือการกระทำดัดแปลง และเผยแพร่งานต่อสาธารณะชน โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ทีกระทำจะต้องรับผิดชอบโทษทางอาญาและจ่ายค่าเสียหายให้แก่เจ้าของงาน
                       ทางกฎหมายลิขสิทธ์แบ่งไว้ 9 ประเภทใหญ่ ๆ 
                 คือ วรรณกรรม ภาพยนต์ นาฎกรรม สิ่งที่บันทึกเสียง ศิลปกรรม แพร่ภาพแพร่เสียง ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ วรรณคดีวิทยาศาสตร์ศิลปะ
                 เมื่อมีทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้น ก็จะมีการ copy งานเกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเลยมี กฎหมายลิขสิทธิ์ขึ้นมาเพื่อปกป้องความคิดสร้างสรรค์จากขโมย
                 เครื่องหมายการค้าจะได้รับการคุ้มครองก็ต่อเมื่อ ต้องจดทะเบียน ไม่เหมือนกับลิขสิทธิ์ที่จะคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ผลงานขึ้น ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจด แต่ถ้ามีใคร copy งานไป ไม่สามารถฟ้องลิขสิทธิ์ได้ แต่สามารถไปคัดค้านการจดทะเบียนได้ภายใน 90 วัน แต่ถ้าไม่ทัน ก็ให้ไปขอเบิกถอนเครื่องหมายการการค้าของคนที่ copy ไปจดทะเบียน ซึ่งจะไปขอเบิกถอนเมื่อไรก็ได้ และสามารถฟ้องได้ในข้อหาลวงขาย 
                 ดังนั้น ก่อนจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ก็ให้รีบไปขอจดทะเบียนกับกรมทรัพยืสินทางปัญญาตั้งแต่เนินๆ



วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

ภัยคุมคาม ช่องโหว่ และการโจมตี


ภัยคุมคาม ช่องโหว่ และการโจมตี

ภัยคุกคาม  คือ วัตถุ สิ่งของ ตัวบุคคล หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นตัวแทนของการกระทำอันตรายต่อทรัพย์สินภัยคุกคามมีหลายกลุ่ม เช่น
 - ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยเจตนา หรือบางกลุ่มเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา เช่นภัยคุกคามจากธรรมชาติ หรือจากผู้ใช้ในองค์กรเอง
 - ภัยคุกคามที่สามารถทำลายช่องโหว่ ได้เท่านั้น จึงจะสามารถสร้างความเสียหายแก่ระบบได้
ช่องโหว่
         ช่องโหว่ (Vulnerabilities) หรือ ความล่อแหลม หมายถึง ความอ่อนแอของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่าย ที่เปิดโอกาสให้สิ่งที่เป็นภัยคุกคามสามารถเข้าถึงสารสนเทศในระบบได้ ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายแก่สารสนเทศหรือแม้แต่การทำงานของระบบ เช่น  ระบบล็อกอินที่ไม่มีกลไกการตรวจสอบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ดี ทำให้มิจฉาชีพสามารถคาดเดารหัสผ่านและลักลอบเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตได้อย่างง่ายดาย เป็นต้น
ตัวอย่างช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบ
1. ไม่มีการอัพเดท Anti  Virus อย่างสม่ำเสมอ
2. ระบบปฏิบัติการไม่ได้รับการซ่อมเสริมอย่างสม่ำเสมอ
3. การจัดการบัญชีรายชื่อผู้ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดเครื่องมือค้นหาหรือสอบถามสิทธิ์ในการเข้าระบบที่ใช้ง่ายสะดวก
4. การปรับแต่งคุณคุณสมบัติระบบผิดพลาด 

การโจมตี

            การโจมตี (Attack) คือ การกระทำบางอย่างที่อาศัยความได้เปรียบจากช่องโหว่ของระบบ เพื่อเข้าควบคุมการทำงานของระบบ เพื่อให้ระบบเกิดความเสียหาย หรือเพื่อโจรกรรมสารสนเทศ
1. Malwareหรือ Malicious Code คือโค้ดที่มุ่งร้ายหรือเป็นอันตราย (ซึ่ง ไวรัส เวิร์ม และม้าโทรจัน  จัดเป็นMalicious code ชนิดหนึ่ง) รวมถึง ภาษาสคริปต์ บนเว็บ (Web Script) ที่มีวัตถุประสงค์มุ่งร้ายต่อผู้ใช้
 2. Hoaxes การปล่อยข่าวหลอกลวง เช่น เรื่องของการแพร่ระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์มีอยู่จริงและในอีเมล์ข่าวหลอกลวงยังได้แนบโปรแกรมไวรัสไปด้วย ทำให้ผู้รับเมล์ติดไวรัสคอมพิวเตอร์ทันทีที่เปิดอ่าน
3. Back door หรือ Trap Door คือเส้นทางที่จะช่วยผู้โจมตีหรือผู้บุกรุกเข้าสู่ระบบได้โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบระบบ โดย ไวรัส เวิร์ม และโทรจัน จะเปลี่ยนแปลงค่าบางอย่างให้เกิดช่องโหว่ในระบบ
4. Password  Cracking เป็นการบุครุกโดยใช้วิธีการเจาะรหัส เริ้มจากคักลอกไฟล์ SAM ซึ่งเป็นไฟล์ที่ใช้เก็บรหัสผ่านของผู้ใช้ (Encrypt)  จากนั้นผู้บุกรุกจะจะทำการถอนรหัส (Decrypt) ด้วยอัลกอริธึม จนกว่าจะได้รหัสผ่านที่ถูกต้อง
5. Brute Force Attack เป็นการคาดเดารหัสผ่าน โดยคำนวณหลายๆรอบ (Combination) เพื่อได้กลุ่มรหัสที่ถูกต้อง จึงต้องใช้โปรแกรม Brute Force มาช่วยคำนวณให้เร็วขึ้น การป้องกันการโจมตีจากวิธี นี้คือ การเปลี่ยนรหัสผ่าน ทุกเดือนหรือสัปดาห์
6. Dictionary Attack เป็นการคาดเดารหัสที่แคบลง จากคำในพจนานุกรม  สามารถทำได้รวจเร็ว ลักษณะการป้องกัน คือ เพิ่มความยาวรหัสผ่าน หรือตัวอักขระพิเศษให้มากขึ้น
7.Denial-of-Service (DoS) เป็นการปฏิเสธการให้บริการของระบบ โดยส่งข้อมูลจำนวนมากๆไปยังเป้าหมาย  ทำให้แบนวิดธ์เต็ม และไม่สามารถบริการได้ มี ลักษณะ คือ
            การโจมตีโดยการส่ง Message หรือ  packet จำนวนมากไปยังเป้าหมาย
            การโจมตีโดยการส่ง Message หรือ  packet เดียวโดยให้MessageทำลายระบบการทำงานของServer
            การโจมตีที่เรียกว่า Distributed Denial-of-service (DDos) โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่าหนึ่งโจมตีพร้อมกันซึ่งการส่งMessage
                                                      


จากการดูคลิป

           ไวรัสคอมพิวเตอร์ก่อให้เกิดความลำคานแก่เราเป็นอย่างมาก และสร้างความเดือดร้อนต่อเราและคอมพิวเตอร์ของเราเป็นอย่างมาก ไวรัสสามารถทำให้ข้อมูลของเราสูญหายไปได้และก่อกวนสร้างความลำคานและเดือดร้อนต่อข้อมูลของเราเป็นอย่างมาก วิธีการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น เราควรหมั่นตวรสอบคอมพิวเตอร์ของเราให้บ่อยที่สุดและหมั่นแสกนไวรัสในคอมพิวเตอร์ของเราและอัพเดตตัวแสกนไวรัสให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ของเรามากยิ่งขึ้น

        ไวรัสคอมพิวเตอร์ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัตินําตัวเองไปติดปะปนกับโปรแกรมอื่น ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา เพื่อก่อกวนทำลายระบบคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น แผ่นดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ หน่วยความจำคอมพิวเตอร์ และเป็นโปรแกรมที่สามารถกระจายจากคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง ไปยังคอมพิวเตอร์อีกตัวหนึ่งได้โดยผ่านระบบสื่อสารคอมพิวเตอร์
          Worm หรือ(หนอนอินเตอร์เน็ต) คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับโปรแกรมไวรัส แต่แพร่กระจายผ่านเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครื่องอื่น ๆ ที่ต่ออยู่บนเครือข่ายด้วยกัน ลักษณะการแพร่กระจายคล้ายตัวหนอนที่เจาะไชไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ แพร่พันธุ์ด้วยการคัดลอกตัวเองออกเป็นหลาย ๆ โปรแกรม และส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไป และสามารถแพร่กระจายผ่านทางอีเมล์ได้  ลักษณะของเวิร์มจึงไม่ใช่โปรแกรม ที่เขียนเป็น .exe อย่างเดียว
        ม้าโทรจัน คือโปรแกรมที่ถูกโหลดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อ ปฏิบัติการ "ล้วงความลับ" หรือ "ยึดเป็นฐานที่มั่นเพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น" ม้าโทรจัน” จะไม่ทำอะไรกับคอมพิวเตอร์ เหมือนไวรัสอื่น ๆ ถ้าไม่มีคำสั่งใด ๆจากผู้ควบคุมเป็นโปรแกรมที่น่ากลัวและต้องระมัดระวังกันให้ดี
        สปายแวร์ คือ โปรแกรมเล็ก ๆ ที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส่อง การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ อาจจะเพื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ สปายแวร์บางตัวก็สร้างความรำคาญเพราะจะเปิดหน้าต่างโฆษณาบ่อย ๆ แต่บางตัวร้ายกว่านั้น คือ ทำให้คุณใช้อินเตอร์เน็ทไม่ได้เลย ไม่ว่าจะไปเว็บไหน ก็จะโชว์หน้าต่างโฆษณา หรืออาจจะเป็นเว็บประเภทลามกอนาจาร พร้อมกับป็อปอัพหน้าต่างเป็นสิบ ๆ หน้าต่าง


วิธีการป้องกัน
1 หมั่นสแกนไฟล์ต่างๆอยู่สม่ำเสมอ
2.อัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัสอยู่บ่อยๆ
3.ไม่ควรเปิดอ่านอีเมล์แปลกๆ หรืออัพโหลดโปรแกรมที่แปลก
4.ติดตั้งตัวแอนตี้ไวรัส

อาการของคอมพิวเตอร์เมื่อติดไวรัส
1. เครื่องทำงานช้าลง
2. เครื่องหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
3. ข้อมูลสูญหาย
4. คีย์บอร์ดทำงานผิดปกติ