วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)


          ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์ คิดค้น หรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ อาจแสดงออกในรูปแบบของสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สินค้าต่างๆ หรือในรูปของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น บริการ แนวคิดในการดำเนินธุรกิจ กรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น

               ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา   แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  ได้แก่                
1.ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property)
                 หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี ้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ ชื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า  ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมจึงสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
      -  สิทธิบัตร (Patent) 
      -  แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout - Design of Integrated Circuit) 
      -  เครื่องหมายการค้า (Trademark) 
      -  ความลับทางการค้า (Trade Secret) 
      -  ชื่อทางการค้า (Trade Name) 
      -  สิ่งบ่งชี ้ทางภูมิศาสตร์(Geographical Indications)
2. ลิขสิทธิ์(Copyright) 
                 หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้สร้างสรรค์ที่จะกระท าการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น ตามประเภทลิขสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศลิปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี
                 

                 เครื่องหมายการค้า (Trademark) หมายถึง เครื่องหมาย สัญลักษณ์หรือตรา ที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
                1.เครื่องหมายการค้า (Trademark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้ เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น 



 
      2.เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น การบินไทย ธนาคารกรุงไทย โรงแรมดุสิตธานี เป็นต้น



        3.เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้หรือจะใช้กับสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล เป็นต้น 



          4.เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้หรือจะใช้ โดยบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่ม บุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น


ความลับทางการค้า (Trade Secret) หมายถึง ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป โดยเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากข้อมูลนั้นเป็นความลับ และมีการดำเนินการตามสมควรเพื่อทำให้ข้อมูลนั้นปกปิดเป็นความลับ

                 สิทธิบัตร เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่า สิทธิบัตรเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานสร้างสรรค์จากการประดิษฐ์คิดค้นทั้งสิ้น เช่น การประดิษฐ์เกี่ยวกับผงซักฟอก โทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ดังนั ้น สิทธิบัตรจึงมีส่วนช่วยในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีความสะดวกสบายและมีความปลอดภัยมากขึ้น

การวิเคราะห์และสรุป รู้ทันลิขสิทธ์
    
การวิเคราะห์และสรุป 
                ลิขสิทธิ์คือ สิทธ์แต่เพียงผู้เดียวในการกระทำใดกับผลงานที่ตนได้สร้างสรรคขึ้น มีแต่เจ้าของผู้เดียวที่จะขาย ดัดแปลง ให้เช่า ทำซ้ำ และเผยแพร่  ลิขสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา
                 การละเมิดลิขสิทธ์ คือการกระทำดัดแปลง และเผยแพร่งานต่อสาธารณะชน โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ทีกระทำจะต้องรับผิดชอบโทษทางอาญาและจ่ายค่าเสียหายให้แก่เจ้าของงาน
                       ทางกฎหมายลิขสิทธ์แบ่งไว้ 9 ประเภทใหญ่ ๆ 
                 คือ วรรณกรรม ภาพยนต์ นาฎกรรม สิ่งที่บันทึกเสียง ศิลปกรรม แพร่ภาพแพร่เสียง ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ วรรณคดีวิทยาศาสตร์ศิลปะ
                 เมื่อมีทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้น ก็จะมีการ copy งานเกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเลยมี กฎหมายลิขสิทธิ์ขึ้นมาเพื่อปกป้องความคิดสร้างสรรค์จากขโมย
                 เครื่องหมายการค้าจะได้รับการคุ้มครองก็ต่อเมื่อ ต้องจดทะเบียน ไม่เหมือนกับลิขสิทธิ์ที่จะคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ผลงานขึ้น ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจด แต่ถ้ามีใคร copy งานไป ไม่สามารถฟ้องลิขสิทธิ์ได้ แต่สามารถไปคัดค้านการจดทะเบียนได้ภายใน 90 วัน แต่ถ้าไม่ทัน ก็ให้ไปขอเบิกถอนเครื่องหมายการการค้าของคนที่ copy ไปจดทะเบียน ซึ่งจะไปขอเบิกถอนเมื่อไรก็ได้ และสามารถฟ้องได้ในข้อหาลวงขาย 
                 ดังนั้น ก่อนจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ก็ให้รีบไปขอจดทะเบียนกับกรมทรัพยืสินทางปัญญาตั้งแต่เนินๆ



วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

ภัยคุมคาม ช่องโหว่ และการโจมตี


ภัยคุมคาม ช่องโหว่ และการโจมตี

ภัยคุกคาม  คือ วัตถุ สิ่งของ ตัวบุคคล หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นตัวแทนของการกระทำอันตรายต่อทรัพย์สินภัยคุกคามมีหลายกลุ่ม เช่น
 - ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยเจตนา หรือบางกลุ่มเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา เช่นภัยคุกคามจากธรรมชาติ หรือจากผู้ใช้ในองค์กรเอง
 - ภัยคุกคามที่สามารถทำลายช่องโหว่ ได้เท่านั้น จึงจะสามารถสร้างความเสียหายแก่ระบบได้
ช่องโหว่
         ช่องโหว่ (Vulnerabilities) หรือ ความล่อแหลม หมายถึง ความอ่อนแอของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่าย ที่เปิดโอกาสให้สิ่งที่เป็นภัยคุกคามสามารถเข้าถึงสารสนเทศในระบบได้ ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายแก่สารสนเทศหรือแม้แต่การทำงานของระบบ เช่น  ระบบล็อกอินที่ไม่มีกลไกการตรวจสอบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ดี ทำให้มิจฉาชีพสามารถคาดเดารหัสผ่านและลักลอบเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตได้อย่างง่ายดาย เป็นต้น
ตัวอย่างช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบ
1. ไม่มีการอัพเดท Anti  Virus อย่างสม่ำเสมอ
2. ระบบปฏิบัติการไม่ได้รับการซ่อมเสริมอย่างสม่ำเสมอ
3. การจัดการบัญชีรายชื่อผู้ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดเครื่องมือค้นหาหรือสอบถามสิทธิ์ในการเข้าระบบที่ใช้ง่ายสะดวก
4. การปรับแต่งคุณคุณสมบัติระบบผิดพลาด 

การโจมตี

            การโจมตี (Attack) คือ การกระทำบางอย่างที่อาศัยความได้เปรียบจากช่องโหว่ของระบบ เพื่อเข้าควบคุมการทำงานของระบบ เพื่อให้ระบบเกิดความเสียหาย หรือเพื่อโจรกรรมสารสนเทศ
1. Malwareหรือ Malicious Code คือโค้ดที่มุ่งร้ายหรือเป็นอันตราย (ซึ่ง ไวรัส เวิร์ม และม้าโทรจัน  จัดเป็นMalicious code ชนิดหนึ่ง) รวมถึง ภาษาสคริปต์ บนเว็บ (Web Script) ที่มีวัตถุประสงค์มุ่งร้ายต่อผู้ใช้
 2. Hoaxes การปล่อยข่าวหลอกลวง เช่น เรื่องของการแพร่ระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์มีอยู่จริงและในอีเมล์ข่าวหลอกลวงยังได้แนบโปรแกรมไวรัสไปด้วย ทำให้ผู้รับเมล์ติดไวรัสคอมพิวเตอร์ทันทีที่เปิดอ่าน
3. Back door หรือ Trap Door คือเส้นทางที่จะช่วยผู้โจมตีหรือผู้บุกรุกเข้าสู่ระบบได้โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบระบบ โดย ไวรัส เวิร์ม และโทรจัน จะเปลี่ยนแปลงค่าบางอย่างให้เกิดช่องโหว่ในระบบ
4. Password  Cracking เป็นการบุครุกโดยใช้วิธีการเจาะรหัส เริ้มจากคักลอกไฟล์ SAM ซึ่งเป็นไฟล์ที่ใช้เก็บรหัสผ่านของผู้ใช้ (Encrypt)  จากนั้นผู้บุกรุกจะจะทำการถอนรหัส (Decrypt) ด้วยอัลกอริธึม จนกว่าจะได้รหัสผ่านที่ถูกต้อง
5. Brute Force Attack เป็นการคาดเดารหัสผ่าน โดยคำนวณหลายๆรอบ (Combination) เพื่อได้กลุ่มรหัสที่ถูกต้อง จึงต้องใช้โปรแกรม Brute Force มาช่วยคำนวณให้เร็วขึ้น การป้องกันการโจมตีจากวิธี นี้คือ การเปลี่ยนรหัสผ่าน ทุกเดือนหรือสัปดาห์
6. Dictionary Attack เป็นการคาดเดารหัสที่แคบลง จากคำในพจนานุกรม  สามารถทำได้รวจเร็ว ลักษณะการป้องกัน คือ เพิ่มความยาวรหัสผ่าน หรือตัวอักขระพิเศษให้มากขึ้น
7.Denial-of-Service (DoS) เป็นการปฏิเสธการให้บริการของระบบ โดยส่งข้อมูลจำนวนมากๆไปยังเป้าหมาย  ทำให้แบนวิดธ์เต็ม และไม่สามารถบริการได้ มี ลักษณะ คือ
            การโจมตีโดยการส่ง Message หรือ  packet จำนวนมากไปยังเป้าหมาย
            การโจมตีโดยการส่ง Message หรือ  packet เดียวโดยให้MessageทำลายระบบการทำงานของServer
            การโจมตีที่เรียกว่า Distributed Denial-of-service (DDos) โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่าหนึ่งโจมตีพร้อมกันซึ่งการส่งMessage
                                                      


จากการดูคลิป

           ไวรัสคอมพิวเตอร์ก่อให้เกิดความลำคานแก่เราเป็นอย่างมาก และสร้างความเดือดร้อนต่อเราและคอมพิวเตอร์ของเราเป็นอย่างมาก ไวรัสสามารถทำให้ข้อมูลของเราสูญหายไปได้และก่อกวนสร้างความลำคานและเดือดร้อนต่อข้อมูลของเราเป็นอย่างมาก วิธีการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น เราควรหมั่นตวรสอบคอมพิวเตอร์ของเราให้บ่อยที่สุดและหมั่นแสกนไวรัสในคอมพิวเตอร์ของเราและอัพเดตตัวแสกนไวรัสให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ของเรามากยิ่งขึ้น

        ไวรัสคอมพิวเตอร์ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัตินําตัวเองไปติดปะปนกับโปรแกรมอื่น ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา เพื่อก่อกวนทำลายระบบคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น แผ่นดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ หน่วยความจำคอมพิวเตอร์ และเป็นโปรแกรมที่สามารถกระจายจากคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง ไปยังคอมพิวเตอร์อีกตัวหนึ่งได้โดยผ่านระบบสื่อสารคอมพิวเตอร์
          Worm หรือ(หนอนอินเตอร์เน็ต) คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับโปรแกรมไวรัส แต่แพร่กระจายผ่านเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครื่องอื่น ๆ ที่ต่ออยู่บนเครือข่ายด้วยกัน ลักษณะการแพร่กระจายคล้ายตัวหนอนที่เจาะไชไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ แพร่พันธุ์ด้วยการคัดลอกตัวเองออกเป็นหลาย ๆ โปรแกรม และส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไป และสามารถแพร่กระจายผ่านทางอีเมล์ได้  ลักษณะของเวิร์มจึงไม่ใช่โปรแกรม ที่เขียนเป็น .exe อย่างเดียว
        ม้าโทรจัน คือโปรแกรมที่ถูกโหลดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อ ปฏิบัติการ "ล้วงความลับ" หรือ "ยึดเป็นฐานที่มั่นเพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น" ม้าโทรจัน” จะไม่ทำอะไรกับคอมพิวเตอร์ เหมือนไวรัสอื่น ๆ ถ้าไม่มีคำสั่งใด ๆจากผู้ควบคุมเป็นโปรแกรมที่น่ากลัวและต้องระมัดระวังกันให้ดี
        สปายแวร์ คือ โปรแกรมเล็ก ๆ ที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส่อง การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ อาจจะเพื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ สปายแวร์บางตัวก็สร้างความรำคาญเพราะจะเปิดหน้าต่างโฆษณาบ่อย ๆ แต่บางตัวร้ายกว่านั้น คือ ทำให้คุณใช้อินเตอร์เน็ทไม่ได้เลย ไม่ว่าจะไปเว็บไหน ก็จะโชว์หน้าต่างโฆษณา หรืออาจจะเป็นเว็บประเภทลามกอนาจาร พร้อมกับป็อปอัพหน้าต่างเป็นสิบ ๆ หน้าต่าง


วิธีการป้องกัน
1 หมั่นสแกนไฟล์ต่างๆอยู่สม่ำเสมอ
2.อัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัสอยู่บ่อยๆ
3.ไม่ควรเปิดอ่านอีเมล์แปลกๆ หรืออัพโหลดโปรแกรมที่แปลก
4.ติดตั้งตัวแอนตี้ไวรัส

อาการของคอมพิวเตอร์เมื่อติดไวรัส
1. เครื่องทำงานช้าลง
2. เครื่องหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
3. ข้อมูลสูญหาย
4. คีย์บอร์ดทำงานผิดปกติ






วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

สรุป คลิปจอมโจรในโลกไซเบอร์
               
                   จากการที่ผมได้ดูคลิป จอมโจรในโลกโซเซี่ยล การใช้โซเซี่ยลในปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงมาก เพราะในโลกโซเซี่ยลเราสามารถค้นหาหรือประวัติของใครก็ได้ผ่านทางโซเซี่ยล ในยุคสังคมปัจุจุบันมีทั้งคนดีและคนไม่ดีที่คิดจะทำร้ายเราทางด้านโซเซี่ยล ตามตัวอย่างในคลิป คือเด็กน้อยคนนั้นได้สมัครเกมส์ผ่านเว็บไซต์ต่างๆและต้องกรอก ชื่อ-สกุล ที่อยู่ อายุ เลขที่บัญชี รหัสผ่านบัตรเครดิตหรือไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาเข้ามายังระบบของเราได้ อาชญากรรมทางโลกโซเซี่ยลเดียวนี้มีหลายรูปแบบเราต้องระวังเอาไว้เป็นอย่างมาก เช่น ล่อลวงไปข่มขืน,หลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร เหตุการณ์ตามในคลิปเป็นอาชญากรรมทางด้านการล้วงลับข้อมูลและขโมยเงินของเด็กน้อยคนนั้นไปแต่ประเภทของโจรในโลกโซเซี่ยลก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีมีอยู่ 2 ประเภท คือ
               (1)White Hat Hacker คือ เป็นกลุ่มคนที่คอยสอดส่องดูแลไม่ให้ใครเข้ามาล้วงความลับของเราหรือองค์กรเพื่อความลับของเราหรือองค์กรมีจุดด้อยหรือรั่วอยู่กลุ่มคนพวกนี้ก็จะเจาะระบบของเราเข้าไป เพื่อซ่อมแซมระบบจุดที่ผิดพลาดขององค์กรหรือบริษัทเพื่อให้ระบบนั้นมีความสมบูรณ์และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

               (2)Black Hat Hacker คือ เป็นกลุ่มคนที่สามารถทำได้ทุกอย่างเท่าเทียมกับ White Hat Hacker แต่กลุ่ม Black Hat Hacker จะขาดจริยธรรม คือ จะเข้าไปเจาะระบบของคนอื่นเพื่อทำลายและหาประโยชน์ให้กับตัวเอง โดยที่คนพวกนี้ไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นยังไงและเดือดร้อนหรือเปล่า จากคลิปที่ดู คือ พวก Black Hat Hacker เข้าไปเจาะระบบของน้องเขาเพื่อนำข้อมูลของน้องเขาไปกดเงินออกจากบัญชีแต่อาชญากรรมในโลกโซเซี่ยลมีความเสี่ยงสูงมากเพราะเราไม่สามารถตามจับคนร้ายได้ยากมากและสืบค้นว่าพวกโจรเหล่านี้ Hacker ข้อมูลมาจากไหนและส่วนมากแล้วพวก  cracker เหล่านี้จะมาใช้บริการตามร้านเกมส์ อินเตอร์เน็ตต่างๆ จึงสามารถสืบได้ยากซึ่งอาชญกรรมทางคอมพิวเตอร์ที่ว่านี้มีความเสี่ยงและหน้ากลัวสูง ฉะนั้นเราต้องรู้จักรักษาความปลอดภัยของข้อมูลตัวเองด้วย



อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computer Crime)

          อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง     การกระทำผิดทางอาญาในระบบคอมพิวเตอร์ หรือการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อกระทำผิดทางอาญา เช่น ทำลาย เปลี่ยนแปลง หรือขโมยข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น   ระบบคอมพิวเตอร์ในที่นี้ หมายรวมถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อมกับระบบดังกล่าวด้วย
สำหรับอาชญากรรมในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (เช่น อินเทอร์เน็ต) อาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่ง   คือ
       อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรที่ก่ออาชญากรรมประเภทนี้ มักถูกเรียกว่า แครกเกอร์
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คือ
       1.การกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ อันทำให้เหยื่อได้รับ
ความเสียหาย และผู้กระทำได้รับผลประโยชน์ตอบแทน
      2.การกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ
และในการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่เพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน

     การประกอบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจของประเทศจำนวนมหาศาล อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ จึงจัดเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ อาชญากรรมทางธุรกิจรูปแบบ หนึ่งที่มีความสำคัญ

อาชญากรทางคอมพิวเตอร์
1. พวกเด็กหัดใหม่ (Novice)
2. พวกวิกลจริต (Deranged persons)
3. อาชญากรที่รวมกลุ่มกระทำผิด (Organized crime)
4. อาชญากรอาชีพ (Career)
5. พวกหัวพัฒนา มีความก้าวหน้า(Con artists)
6. พวกคลั่งลัทธิ(Dremer) / พวกช่างคิดช่างฝัน(Ideologues)
7. ผู้ที่มีความรู้และทักษะด้านคอมพิวเตอร์อย่างดี (Hacker/Cracker )

 
            Hacker หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี  สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ รักษาความปลอดภัยของ  คอมพิวเตอร์ได้ แต่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์

           Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี  จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้  เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหายรวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์


วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ


ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ คือ การป้องกันสารสนเทศและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง

1. ความลับ ( Confidentiality ) ) เป็นการรับประกันว่าผู้มีสิทธิ์และได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้องค์กรต้องมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงสารสนเทศที่เป็นความลับ เช่น การจัดประเภทของสารสนเทศ การรักษาความปลอดภัยในกับแหล่งจัดเก็บข้อมูล กำหนดนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยและนำไปใช้ให้การศึกษาแก่ทีมงานความมั่นคงปลอดภัยและผู้ใช้ภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน มีสาเหตุมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ประกอบกับความต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า โดยการยอมให้สารสนเทศส่วนบุคคลแก่ website เพื่อสิทธิ์สนการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยลืมไปว่าเว็บไซต์เป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถขโมยสารสนเทศไปได้ไม่ยากนัก



2.ความสมบูรณ์ ( Integrity ) ความสมบูรณ์ คือ ความครบถ้วน ถูกต้อง และไม่มีสิ่งแปลกปลอม สารสนเทศที่มีความสมบูรณ์จึงเป็นสารสนเทศที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องครบถ้วนสารสนเทศจะขาดความสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อสารสนเทศนั้นถูกนำไปเปลี่ยนแปลง ปลอมปนด้วยสารสนเทศอื่น ถูกทำให้เสียหาย ถูกทำลาย หรือถูกกระทำในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อขัดขวางการพิสูจน์การเป็นสารสนเทศจริง



3.ความพร้อมใช้ ( Availability ) ความพร้อมใช้ หมายถึง สารสนเทศจะถูกเข้าถึงหรือเรียกใช้งานได้อย่างราบรื่น โดยผู้ใช้หรือระบบอื่นที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นหากเป็นผู้ใช้หรือระบบที่ไม่ได้รับอนุญาต การเข้าถึงหรือเรียกใช้งานจะถูกขัดขวางและล้มเหลงในที่สุด 


1.คลิปคนขับรถตู้
จริยธรรม
จริยธรรมของคนขับตู้ไม่มีเลย เพราะคนขับรถตู้ไม่มีความสุภาพและพูดจาไม่หน้าฟังต่อลูกค้า ผู้โดยสารถามด้วยความหวังดีแต่คนขับรถตู้กลับต่อว่าเขาและด่าผู้โดยสารด้วยคำไม่สุภาพ ลูกค้าเตือนด้วยความหวังดีแต่คนขับรถตู้กลับต่อว่าเขา และด่าผู้โดยสารด้วยคำไม่สุภาพ ลูกค้าเตือนด้วยความหวังดี แต่คนขับก็ยังทำแบบนั้น อีกแสดดงว่าคนขับรถตู้ไม่มีคุณธรรม และจริยธรรมแต่ถ้าพูดถึงหลักความเป็นจริง แล้วคนขับตู้เขาก็หน้าสงสารเพราะเขาต้องทำมาหากินและรีบทำเวลาเพื่อที่จะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว
ศีลธรรม
ศีลธรรมของคนขับรถตู้ คือ การขับรถบนทางด่วนปกติแล้วเขาจะให้ขับรถด้วยความเร็วสูงได้ไม่ผิดกฎหมายถึงแม้จะมีการต่อว่ากันเดียวกันแต่พูดแล้วคนขับรถตู้ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปต่อว่าลูกค้าเขาเพราะลูกค้าพูดเตือนด้วยความหวังดี
จรรณยาบรรณ
จรรณยาบรรณของคนขับรถตู้ คือ คนขับรถตู้ก็ควรมีจรรณยาบรรณในการขับขี่รถ เพราะรถที่ขับไม่ใช้รถส่วนบุคคลแต่เป็นรถตู้โดยสารก็ควรมีความปลอดภัยต่อลูกค้า สร้างความปลอดภัยและมั่นใจให้แก่ลูกค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้อย่างให้คนขับรถตู้เพียงคนเดียวทำให้รถตู้ทุกคันดูไม่ดีไปด้วย
2.คลิปหญิงสาวใส่ผ้านุ่งห่มซื้อของ
จริยธรรม
จริยธรรมของผู้หญิงสาวผู้นี้ไม่สมควร เพราะหญิงสาวผู้นี้ได้แต่งกายที่ไม่เหมาะสมซื้อของ และเดินออกมาในที่สาธารณะซึ่งมีคนเดินผ่านมาไปมาแต่หญิงสาวผู้นี้ก็ได้เดินซื้อของทั้งที่ใส่ผ้านุ่งห่มมาแต่ก็ยังเดินไปมาโชว์สาธารณะให้คนอื่นเห็นซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเลย
ศีลธรรม
ศีลธรรมของหญิงสาวผู้นี้ไม่มีเลย เพราะผู้หญิงสาวนี้แต่งกายออกมาเดินซื้อของทั้งๆที่ไม่ได้แต่งกายเรียบร้อย แต่งกายไม่เหมาะสมซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควร ควรแต่งกายให้เรียบร้อยกว่านี้ การแต่งกายของผู้หญิงคนนี้ทำให้ศีลธรรมสูญหายและพูดไม่ดีทำให้ศีลธรรมและภาพลักษณ์ของบ้านเมืองสูญเสียและดูไม่ดี


จรรณยาบรรณ
จรรณยาบรรณของหญิงสาวผู้นี้ไม่มีเลย เพราะ หญิงสาวผู้นี้แต่งกายไม่สุภาพแต่เดินออกมาซื้อของในที่สาธารณะ หญิงสาวผู้นี้ไม่มีจรรณยาบรรณเลยแต่งกายไม่ดีและยังออกมาทำลายวัฒนธรรมของไทยอีกถ้าต่างชาติเห็นหรือคนใหญ่ๆ เห็นก็ดูไม่ดี และอาจถูกต่อว่าได้ และมีความเสื่อมเสียต่อตนเองและผู้อื่น
3.แก็งสังคมออนไลน์
ปัจจุบัน Social network มีบทบาทและความสำคัญต่อเรามากทั้งดีและด้านลบปัจจุบัน social network มีบทบาทการช่วยลดค่าการใช้จ่ายต่างๆ เช่นการติดต่อสื่อสาร และการโฆษณาสินค้าต่างๆ และข้อเสียก็มีอยู่มากเหมือนกัน เช่น นำข้อมูลของเราไปใช้ในทางที่ผิด และทำให้ตัวเราเกิดความเสียหายได้ และช่องทางแช๊ทก็มีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามาทั้งเพื่อนใหม่และเพื่อนเก่าและคนที่เป็นเพื่อนใหม่ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนอย่างไรเพราะฉะนั้นการใช้ social network ควรระวังเป็นอย่างมาก

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557


บทที่ 1
จริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ


 จริยธรรม (Ethics)
       – หลักของความถูกต้องและไม่ถูกต้อง ซึ่งถูกใช้เป็นตัวแทนของหลักในการปฏิบัติตนของบุคคล
       – ความสัมพันธของหลักทางศีลธรรม อันได้แก่ ความดีและความชั่วความถูกต้องและไม่ถูกต้อง 
         หรือหน้าที่และกฎเกณฑทางศีลธรรม


ความหมายและความสำคัญของจริยธรรม
      • จริยธรรม (Ethics)
        - เป็นหลักประพฤติปฏิบัติของบุคคลในสังคมใดๆ ไม่บังคับใช้ แต่เกิดจากการปลูกฝังสร้างจิตสำนึก
      • ศีลธรรม   (Morals) 
       - เป็นการประพฤติที่ดีที่ชอบ เป็นการประพฤติปฏิบัติในทางศาสนา
      • จรรณยาบรรณ  (Code of Conduct)
       - เป็นการประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกําหนดขึ้น
      เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง อาจเป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่ก็ได้

           ดังนั้น “จริยธรรมอันดี” คือ การประพฤติปฏิบัติอันมี “ศีลธรรม” เป็นส่วนประกอบผู้ประกอบอาชีพในด้านต่างๆนอกจากจะต้องมี จริยธรรมอันดีแล้ว ยังต้องปฏิบัติตาม “จรรณยาบรรณ” ของวิชาชีพนั้นๆด้วย


จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics)
             การนําหลักธรรมจริยธรรมมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องชี้นํากิจกรรมทางธุรกิจขององค์กร และจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกด้านจริยธรรมขององค์กรนั่นเอง

        จริยธรรมทางธุรกิจสําคัญอย่างไร
             ความเสียหายต่อองค์กรที่เกิดขึ้น เนื่องจากกาดําเนินธุรกิจโดยไม่มีจริยธรรมเป็นบทเรียนให้องค์กรหันมาให้ความสนใจในด้านนี้มากขึ้น 

        จริยธรรมทางธุรกิจที่สําคัญ  จะทําให้เกิดผลดี 5 ประการ 
           • ได้ค่านิยมหรือมีค่าความนิยมเพิ่มมากขึ้น
           • การดําเนินงานในองค์กรมีความสอดคล้องกัน
           • เพิ่มผลกําไรให้กับธุรกิจ
           • ป้องกันองค์กรและพนักงานจากการดําเนินการทางกฎหมาย
           • หลีกเลี่ยงข่าวในแง่ลบได้


จริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
                ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความนิยมใช้อินเทอรเน็ตอย่างแพร่หลาย ทําให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูส่วนบุคคลหรือข้อมูลส่วนตัวแบบออนไลน์ได้เป็นจํานวนมาก ความไว้วางใจในระบบสารสนเทศก็มีมากขึ้นทํำให้มีความเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทางที่ผิดมากขึ้นด้วย


แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลกระทบต่อจริยธรรม
               ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ทําให้ประเด็นด้านจริยธรรมได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มดังกล่าว ทําให้กฎหมายล่าสมัย และสังคมเกิดความขัดแย้งกัน โดยแนวโน้มของเทคโนโลยีสําคัญที่เป็นสาเหตุหลัก ได้แก่
           • ขีดความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้น
           • ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการเก็บรักษาข้อมูล
           • ความก้าวหน้าในการวิเคราะห์ข้อมูล
           • ความก้าวหน้าของระบบเครือข่ายและอินเทอร์เน็ต


ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศกับพฤติกรรมที่ขัดหลักจริยธรรม
              ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายล้านคนในโลก นิยมใช้เครือข่ายประเภท  Peer-ToPeer   ในการอัพโหลดและดาว์นโหลดเพลง ภาพยนตร์และซอต์แวร์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั่นคือการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นการกระทําที่ผิดกฎหมาย

               นักศึกษาส่วนใหญ่สามารถดาวนโหลด E-Book ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและสามารถดาว์นโหลดเอกสารประกอบการเรียนได้จากอินเทอร์เน็ต
               
             การแฮกเกอร์เจาะข้อมูลนั้น  เพื่อขโมยข้อมูลของลูกค้าไปใช้ประโยชน์ในทางผิดกฎหมายเช่น นําไปเปิดบัญชีบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้า ซึ่งเป็นใบแจ้งหนี้จะถูกส่งไปยังเจ้าของข้อมูลโดยที่ตนเองไม่ได้จ่ายตามรายการนั้นเลย
        

จริยธรรมสําหรับผู้ใช้ไอที
           1.  การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์  (Software Piracy)
           2.  การใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างไม่เหมาะสม
           3.  การแบ่งปันสารสนเทศอย่างไม่เหมาะสม
       

บัญญัติ 10 ประการ ในการใช้คอมพิวเตอร์
           1.  ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทําอันตรายต่อผู้อื่น
           2.  ต้องไม่แทรกแซงหรือรบกวนงานคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น
           3.  ต้องไม่สอดแนมไฟล์ คอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น
           4.  ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการลักขโมย
           5.  ต้องไม่ใช่คอมพิวเตอร์เป็นพยานเท็จ
           6.  ต้องไม่คัดลอกหรือใช้ซอฟต์แวร์
           7.  ต้องไม่ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ของคนอื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม
           8.  ต้องไม่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น
           9.  ต้องตระหนักถึงผลที่ตามมาต่อสังคมที่เกิดจากโปรแกรมที่ตัวเองเขียนหรือกําลังออกแบบอยู่เสมอ
          10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่พิจารณาดีแล้วว่าเหมาะสม และเคารพต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสมอ